ม.มหิดลจัดรางวัล
จงเจตน์เมธีวิชญ์ ปี 69 ชูบทบาทนักวิจัยไทย ผู้สร้าง Real
World Impact พร้อมปลดล็อกงานวิจัยไทยที่ใช้ได้จริง
หนุนรางวัลเงินสดรวมกว่า 7 ล้านบาท
มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล
จงเจตน์เมธีวิชญ์ ประจำปี 2569 เป็นปีที่ 2 ยกย่องนักวิจัยไทยที่มีผลงานโดดเด่น สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศ แนวคิด
Real World Impact for Sustainability ครอบคลุม 3 สาขาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
และสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ มอบเงินรางวัลสูงสุด 7 ล้านบาท ในรูปแบบทุนให้เปล่าไม่มีข้อผูกมัด เปรียบเสมือนรางวัลโนเบลของประเทศไทย
เพื่อวางรากฐานระบบนิเวศการวิจัยที่เข้มแข็ง สู่การใช้ประโยชน์จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจ
สังคม และคุณภาพชีวิต
รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์
เปิดรับการเสนอชื่อเข้ารับการพิจารณารางวัลประเภทนักวิจัยดีเด่น
และนักวิจัยรุ่นใหม่ ตั้งแต่วันนี้ – 10 เมษายน 2569 โดยจะประกาศผลการคัดเลือกในเดือนกันยายน 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
www.jongjate-award.mahidol.ac.th
ศ.นพ.ปิยะมิตร
ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนงานวิจัยคุณภาพ
แต่คือการขาดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเพื่อใช้งานจริง ด้วยอุปสรรคด้านเงินทุนกลไกสนับสนุน
การเชื่อมโยงความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม มีการประเมินว่า
ผลงานวิจัยกว่า 80–90% จำกัดอยู่ในแวดวงวิชาการ ซึ่งไม่ได้รับการต่อยอดเป็นนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือสร้างประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง
มหาวิทยาลัยมหิดลมุ่งมั่นเป็นปัญญาของแผ่นดิน
ไม่ได้เป็แค่ Academic Impactแต่ยังมุ่งสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง
เพื่อให้เกิด Real World Impact ที่เป็นรูปธรรม จึงได้จัดตั้งกองทุนและรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล
จงเจตน์เมธีวิชญ์ ในปี 2568 ได้รับการสนับสนุนจาก
พล.ต.อ.นพ.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ ในรูปแบบกองทุนถาวร (Endowment Fund) เพื่อยกย่องเชิดชูนักวิจัยที่สร้างสรรค์ผลงานที่สร้างReal World
Impact ได้แท้จริง เพื่อผลักดันศักยภาพนักวิจัยไทยให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล
จงเจตน์เมธีวิชญ์ จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยปีแรกได้รับผลตอบรับอย่างดี
มีการเสนอรายชื่อนักวิจัยจากทั่วประเทศมากกว่า 90 ราย ผู้ที่ได้รับรางวัลในปี
2568 ได้แก่ นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร
ประเภทรางวัลนักวิจัยดีเด่น ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ30 บาทรักษาทุกโรค ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับสังคมไทยช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยกว่า
67 ล้านคน และรศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ ประเภทรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่
ผู้มีบทบาทการขับเคลื่อนแผนงานระดับชาติ Genomics Thailand ซึ่งเป็นการวางรากฐานการแพทย์แม่นยำ
(Precision Medicine) รวมทั้งก่อตั้งเครือข่ายวิจัยนานาชาติ Asian
Immune Diversity Atlas (AIDA) และจัดตั้งศูนย์ Single-Cell
Omics แห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้โครงการระดับโลก Human Cell
Atlas (HCA)
การมอบรางวัล ในปี 2569 นี้ ในแนวคิด Real-World Impact for Sustainability ครอบคลุม 3 สาขาหลัก ได้แก่
1. วิทยาศาสตร์สุขภาพ
2. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3. สังคมศาสตร์
มนุษยศาสตร์และศิลปะ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
รางวัลนักวิจัยดีเด่น (ไม่จำกัดอายุ) 1 รางวัล
สำหรับนักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่นและสร้างคุณูปการแก่สังคมอย่างต่อเนื่อง
เงินรางวัล 5 ล้านบาท รางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ (อายุไม่เกิน 45 ปี) 2 รางวัล สำหรับนักวิจัยที่มีศักยภาพในการสร้างผลงานวิจัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง
เงินรางวัล 1 ล้านบาท โดยมีเกณฑ์การพิจารณา 5 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1. การได้รับการยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ
(National or International Recognition) 2. การสร้างองค์ความรู้ใหม่
(Originality) ที่ไม่เคยมีมาก่อน 3. ศักยภาพในการขยายผลและผลกระทบระยะยาว
(Scalability/Long-Term Impact) 4. ความยั่งยืนของผลงาน (Sustainability)
และ 5. ความสามารถในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในประเทศ
(Systemic Changes)
#จงเจตน์เมธีวิชญ์




.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)




























