R D channel

ข่าวสาร วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สวทช.-ทช.ใช้วิทย์เทคโนฟื้นฟูชายฝั่งรับมือภูมิอากาศเปลี่ยน

สวทช. ทช. ผนึกกำลัง ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบริหารจัดการ-ฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งประเทศไทย รับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


 

ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) และ ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการวิจัย พัฒนา และวิชาการ เกี่ยวกับป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทยณ ห้องประชุมลำแพน ชั้น 9 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569



ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นความต่อเนื่อง 5 ปี ระหว่า พ.ศ. 25692574 เพื่อนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการป่าชายเลน ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือครั้งนี้จะเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งของประเทศไทย เป็นต้นแบบความร่วมมือเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ นโยบาย การปฏิบัติในระดับพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน สะท้อนเจตนารมณ์การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม  

ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวว่า การลงนามวันนี้เป็นการยกระดับพันธกิจระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กับ สวทช. คลังสมองและผู้นำด้านเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือหลักด้านการอนุรักษ์ ภายใต้กรอบความร่วมมือ 5 ปี จะขับเคลื่อนการวิจัย สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่นำมาใช้แก้ปัญหาได้จริง ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ สนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ร่วมกันบริหารจัดการข้อมูล ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนบุคลากร การใช้ประโยชน์ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน



“สภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง การอนุรักษ์ด้วยวิธีเดิมอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน”

ที่ผ่านมา สวทช. และ ทช. ได้พัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม ได้แก่ 1.การจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพจีโนมและพันธุกรรมของป่าชายเลน 2.การประเมินศักยภาพบลูคาร์บอน หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ถูกดูดซับไว้โดยระบบนิเวศชายฝั่งรวมถึงมหาสมุทร อาทิ ป่าชายเลน ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง 3.การใช้ระบบดิจิทัลติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่ง 4.การพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อรับมือกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง




การลงนามความร่วมมือการวิจัยครั้งนี้ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. นายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นพยานการลงนาม พร้อมด้วย ผศ. ดร. เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผอ.ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผอ
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค
) ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผอ.ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และคณะผู้บริหาร สวทช.

 

 


ป่าสร้างรายได้ พลิกชีวิตชาวทาเหนือด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา

 


ทำไม “ป่า” ถึงไม่ทำให้ “คนอยู่ดี” และทำไมผืนป่าที่เคยเป็นแหล่งชีวิตของผู้คน ถึงไม่สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชนได้

 


ป่ากว่า 47,000 ไร่ในตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ที่ควรเป็นเสมือน “ขุมทรัพย์” ของชุมชน เพราะพื้นที่ถูกขนาบด้วยอุทยานแห่งชาติถึง 2 ฝั่ง มีป่ากว้างใหญ่และดูอุดมสมบูรณ์ แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนที่นี่อยู่ที่เพียง 38,000 บาทต่อปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั้งจังหวัดเชียงใหม่สูงถึง 136,043 บาทต่อปี หรือต่ำกว่ากันเกือบ 4 เท่า ภาพที่เห็นจึงกลายเป็นคำถามใหญ่ของพื้นที่นี้ว่าทำไม “ป่า” ถึงไม่ทำให้ “คนอยู่ดี” และทำไมผืนป่าที่เคยเป็นแหล่งชีวิตของผู้คน ถึงไม่สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชนได้



เพื่อหาคำตอบ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ภายใต้โครงการวิจัย “ป่าสร้างรายได้: การยกระดับรายได้สิทธิครัวเรือน ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมใช้และยกระดับนวัตกรในป่าชุมชน” โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)  จึงเริ่มค้นหาสาเหตุจากการ “ย้อนดูอดีต” อย่างเป็นระบบ ด้วยเครื่องมือ Time Line Analysis หรือการไล่เรียงเหตุการณ์ตามช่วงเวลา แล้วพบจุดเปลี่ยนสำคัญในปี พ.ศ. 2540 ช่วงเวลาที่การทำเกษตรเชิงเดี่ยวและพิษเศรษฐกิจทำให้หลายครัวเรือนถูกบีบให้ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ทางเลือกของคนในเวลานั้นคือการขยายพื้นที่ทำกินเข้าไปในป่า ทว่าการรุกล้ำเพื่อความอยู่รอดนั้นได้ทิ้ง “บาดแผล” ไว้ เมื่อเวลาผ่านไป ป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ค่อย ๆ กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม และเมื่อป่าเสื่อมโทรม ความสามารถในการเป็นแหล่งอาหารและรายได้ของชุมชนก็ค่อย ๆ ลดลง



โจทย์ของโครงการ “ป่าสร้างรายได้” จึงไม่ใช่แค่ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ต้องทำให้ป่ากลับมา “เกื้อกูลคน” ได้อีกครั้ง และในเวลาเดียวกันก็ต้องทำให้คนอยู่กับป่าได้แบบสมดุล นี่คือจุดที่โครงการเลือกแนวทางสำคัญ คือ “ไม่ทิ้งของเก่าเพื่อเอาของใหม่” แต่ใช้วิธีผสาน “นวัตกรรมพร้อมใช้” เข้ากับ “ภูมิปัญญาปกาเกอะญอ” เพราะถ้าจะทำงานกับป่าให้สำเร็จ ต้องเริ่มจากความเชื่อ ความสัมพันธ์ และวิถีของคนในพื้นที่ก่อน

โครงการเริ่มจากการดึงศักยภาพของต้นทุนเดิมในชุมชน ยึดเอาความเชื่อของพี่น้องชาวปกาเกอะญอที่ผูกพันกับผืนป่าเป็นแกนหลัก เพราะคนกลุ่มนี้มีแรงปรารถนาจะฟื้นป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจยังขาดเครื่องมือและระบบที่ทำให้ “การดูแลป่า” กลายเป็น “รายได้ที่จับต้องได้” จากนั้นโครงการใช้วิธีคัดเลือกคนเข้าร่วมอย่างเป็นระบบ มีการใช้ Gap Analysis เพื่อดูช่องว่างระหว่างสิ่งที่เป็นอยู่กับสิ่งที่อยากไปให้ถึง และใช้ Personal Skill Assessment Chart ประเมินทักษะ เพื่อคัดเลือกครัวเรือนที่มีศักยภาพและพร้อมจะพัฒนาตนเองต่อยอดให้เกิดผลจริง วิธีนี้ทำให้การเริ่มต้นแข็งแรง และช่วยให้เห็นผลได้ชัดเจน



เมื่อได้กลุ่มที่พร้อมแล้ว ขั้นต่อมาคือ “ติดอาวุธ” ด้วยเทคโนโลยีพร้อมใช้ 4 ตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ตัวแรกคือระบบ UD-Fine ที่ช่วยให้ชาวบ้านบริหารจัดการทรัพยากรอย่างแม่นยำ และทำ “แผนที่สร้างรายได้” ได้ด้วยตัวเอง หมายถึงชาวบ้านสามารถกำหนดพิกัดและรู้ได้ว่า “ขุมทรัพย์” ในป่าของตัวเองอยู่ตรงไหน ไม่ใช่ทำแบบเดาสุ่มเหมือนที่ผ่านมา ตัวที่สองคือการยกระดับ “ขอนเห็ด” เชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งต่อยอดภูมิปัญญาปกาเกอะญอเดิม เปลี่ยน “ขอนไม้แห้งที่อาจกลายเป็นเชื้อไฟให้ป่า” ให้กลายเป็นแหล่งเพาะเห็ดมูลค่าสูง นั่นแปลว่าชุมชนได้ทั้งรายได้ และยังช่วยลดความเสี่ยงไฟป่าไปพร้อมกัน ตัวที่สามคือการสร้าง บัญชีตะกร้าครัวเรือนที่ทุกครัวเรือนสามารถตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายที่สอดคล้องกับ “ปฏิทินผลผลิตจากป่า” เพื่อให้รู้ว่าช่วงไหนเก็บอะไรได้ วางแผนการเก็บเกี่ยวและสร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอรายได้เป็นฤดูกาลเดียวแล้วขาดช่วง และตัวที่สี่คือการพัฒนาคนให้เป็น “นวัตกรชุมชน” หรือคนในชุมชนที่วางแผนชีวิตตัวเองได้ ใช้ข้อมูลและเครื่องมือจัดการป่าอย่างมีระบบ ไม่ต้องพึ่งคนนอกตลอดไป





          อีกเรื่องที่ทำให้การทำงานเดินหน้าเร็ว คือแนวคิด “ใช้ตลาดนำการผลิต” เพราะปัญหาของหลายชุมชนคือทำของออกมาก่อน แล้วค่อยหาคนซื้อ ซึ่งเสี่ยงมาก โครงการนี้กลับเริ่มจากการดูว่า “ของป่าแบบไหนมีตลาดกำไรสูง” แล้วค่อยย้อนกลับมาพัฒนา “คน” ให้ทำ “ของ” ที่ตรงกับความต้องการ ที่สำคัญคือทำให้ตลาดเข้าหาชุมชนจริง ๆ โดยประสานให้ “พ่อค้าคนกลาง” นำตาชั่งเข้ามาตั้งรับซื้อผลผลิตถึงในพื้นที่ป่า ชาวบ้านจึงไม่ต้องแบกของออกไปไกล ลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มกำไรให้เห็นเป็นรูปธรรม  ผลที่เกิดขึ้นหลังทำงานเพียง 6 เดือน เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดทั้งตัวเลขและชีวิตจริง ชุมชนสามารถสร้าง Value Chain ใหม่ให้กับ “เห็ดก่อ” (หรืออีกชื่อคือเห็ดแดง)  หรือเส้นทางสร้างมูลค่าตั้งแต่การหาไปจนถึงการขาย โดยเห็ดแดงถูกระบุว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระสูงถึง 53% และมีสารเบต้ากลูเคนสูงเทียบเท่าเห็ดราคาแพงอย่างเห็ดโคนหรือเห็ดหลินจือ  ทำให้รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 6,000–9,000 บาทต่อเดือน อีกทั้งกำไรเพิ่ม 15–20% เพราะลดต้นทุนขนส่งจากการมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อถึงพื้นที่ป่า ขณะเดียวกันยังค้นพบศักยภาพของ “ขอนเห็ด” ที่เพาะเห็ดกระด้าง (Hed Kradang) และเห็ดหล่ม (Hed Lom) ซึ่งสามารถแปรรูปขายในรูปแบบผงเห็ดได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละพันบาท  

แต่อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือการเกิด “นวัตกรชุมชน” ที่สามารถใช้เทคโนโลยีวางแผนและจัดการทรัพยากรป่าไม้เพื่อสร้างรายได้ได้ด้วยตนเอง ชุมชนเริ่มพึ่งพาตนเองมากขึ้น มีแนวทางสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ฟื้นฟูระบบนิเวศและความเชื่อดั้งเดิมในการดูแลรักษาป่า และเกิดการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างเทคโนโลยีพร้อมใช้กับความเชื่อในพื้นที่ หรือ Innovation & Culture Blending



ผศ.ดร.ปริญวัฒน์ ธนศิรเธียรชัย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า “เมื่อคนในชุมชนกลับไปดูแลป่า ป่าก็จะกลับมาดูแลคนได้” ประโยคนี้คือหัวใจสำคัญของโครงการ นั้นคือการทำให้ “ป่าอยู่ได้คนอยู่รอด” แบบที่ทั้งสองฝ่ายดูแลกันและกันอย่างยั่งยืน

 

 

#หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่

 


สจล. ร่วมงานวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น

สจล. ร่วมงานวันคล้ายพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น ครบ 66 พรรษาชู 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - ญี่ปุ่น

 


เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 66 พรรษา ของ


สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น ได้มีการจัดงานถวายพระพร ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถวายพระพรชัยมงคล ขอให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน และส่งความปรารถนาดีถึงประชาชนชาวญี่ปุ่น โดยมีนายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ



ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. และคณะผู้บริหาร เข้าร่วมงาน



รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า สถาบันมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับประเทศญี่ปุ่นมากว่า 60 ปี มีความสัมพันธ์ที่ดีกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ในการพัฒนาการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ การวิจัย และการพัฒนากำลังคนในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง หนึ่งในความร่วมมือที่ผ่านมาคือการจัดตั้งสถาบันโคเซ็นแห่ง สจล. (KOSEN - KMITL) เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)




ในโอกาสที่ไทยและญี่ปุ่นจะครบรอบ 140 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี พ.ศ. 2570 ดังนั้น สจล.พร้อมในการสานต่อความร่วมมือทางวิชาการ วิจัย และนวัตกรรม กับภาคส่วนต่าง ๆ ของญี่ปุ่นอย่างอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความสัมพันธ์อันดีให้ก้าวหน้าต่อไป

 

#สถาบันโคเซ็นแห่ง สจล.

 


วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ของขวัญ อว. ศูนย์เรียนรู้โดรน เตาไบโอชาร์สู้ฝุ่นPM2.5

     มาช้า แต่มา ..ของขวัญปีใหม่ อว. 2569 ส่งเตาไบโอชาร์ ให้ชุมชนเกษตรกรรม รางจรเข้-เทศบาลเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา สร้างมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร แก้ฝุ่น PM 2.5 ที่ต้นทาง ต่อด้วยศูนย์โดรนเพื่อการเกษตร อ.เสนา

 


นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เป็นประธานพิธีส่งมอบนวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln หนึ่งในโครงการของขวัญปีใหม่ อว. 2569 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลรางจรเข้ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569



รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ หัวหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.)  กล่าวว่านวัตกรรม BioCycle Kiln พัฒนาเพื่อจัดการวัสดุการเกษตร อย่างฟางข้าวและชีวมวล สำหรับใช้ปรับปรุงดิน เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก มีเป้าหมายลดจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่เป้าหมาย 9 จังหวัด ลดระดับมลพิษทางอากาศให้ได้มากกว่าร้อยละ 30 ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทชุมชน



นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า การส่งมอบนวัตกรรม เป็นการนำนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) สู่การปฏิบัติจริง แก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ควบคู่กับทางเลือกให้เกษตรกร นี่คือตัวอย่างการเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้เป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า สร้างรายได้ ทำให้วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นพลังที่ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่าเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชนจะช่วยจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างเป็นระบบ แปรรูปเป็นถ่านไบโอชาร์ (Biochar) ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ช่วยลดการเผาในที่โล่ง สาเหตุหลักของมลพิษทางอากาศ



วันเดียวกัน นายสุรศักดิ์ เป็นประธานเปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนเพื่อการเกษตร ที่ วิทยาลัยการอาชีพเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา



การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนเพื่อการเกษตร วิทยาลัยการอาชีพเสนา เพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษาสู่การใช้งานจริงในชุมชน ขอขอบคุณ วช. สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองฯ และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างสรรค์โครงการดี ๆ เช่นนี้ให้เกิดขึ้น” นายสุรศักดิ์ กล่าว



นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่าสมาคมฯได้รับทุนวิจัยสนับสนุนจาก วช. สนับสนุนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญการฝึกอบรมการบังคับอากาศยานไร้คนขับ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพการใช้งานโดรน ทั้งในภาคการเกษตรและส่งเสริมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนเพื่อการเกษตร วิทยาลัยการอาชีพเสนา จะเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างอาชีพใหม่ให้แก่เยาวชนและเกษตรกร และเตรียมความพร้อมคนไทยให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลกอย่างยั่งยืน

 

#อว #กระทรวงอว #MHESI #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ #วช #NRCT #ของขวัญปีใหม่2569 #BioCycleKiln #เตาไบโอชาร์ #ลดPM25 #นวัตกรรมชุมชน

 

 


วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สจล.MOUพัฒนาหลักสูตร-ส่งนศ.ฝึกงานกับ Airbus

  สจล.ทำความตกลง Airbus  ต่อยอดงานวิจัยอากาศยานแห่งอนาคต ต่อเนื่อง 3ปี ดันนักศึกษาทำงานได้จริงในระดับนานาชาติ ที่งาน Singapore Airshow 2026 

 


สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MoU) กับ Airbus ผู้นำเทคโนโลยีอากาศยาน เพื่อพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทาง ต่อยอดความร่วมมือด้านวิจัยสู่อากาศยานแห่งอนาคต ในงาน Singapore Airshow 2026 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569

รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่าความร่วมมือระยะเวลา 3 ปี ครั้งนี้ สจล. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ Airbus พัฒนาหลักสูตรการสนับสนุนการปฏิบัติการบิน (Flight Operations Support) จากมุมมองผู้ผลิตอากาศยาน เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการทำงานจริงในอุตสาหกรรมการบินระดับสากล



ประเด็นหารือครอบคลุมการออกแบบปีกเครื่องบินประสิทธิภาพสูง เทคโนโลยีระบบไฮบริดและไฟฟ้า (Hybridisation & Electrification) การพัฒนาระบบอากาศยานสมัยใหม่ แนวทางผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน  ของอุตสาหกรรมการบินโลก ความร่วมมือยังครอบคลุมการเสริมสร้างประสบการณ์เชิงปฏิบัติ เช่น การเยี่ยมชมสถานที่ปฏิบัติงานของ Airbus เป็นประจำทุกปี การจัดสรรตำแหน่งฝึกงาน เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์ทำงานในอุตสาหกรรมการบินระดับนานาชาติ



โอกาสเดียวกันนี้ ระหว่างวันที่ 4 - 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 ผศ.ดร.ปิติทัศน์ อิสริยะภิญโญ รองคณบดี พร้อมคณะ ได้นำนักศึกษาชั้นปีที่ 1 - 2 สาขาวิศวกรรมการบินและนักบินพาณิชย์  สาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศ เข้าศึกษาดูงานในงาน Singapore Airshow 2026 ณ Changi Exhibition Centre ประเทศสิงคโปร์ เยี่ยมชม Embry-Riddle Aeronautical University Asia (ERAU), Temasek Polytechnic และTemasek Laboratories, National University of Singapore (NUS) หารือแนวทางจัด Summer Camp และ Overseas Training/Internship เพื่อยกระดับศักยภาพนักศึกษาสู่มาตรฐานสากล



Paul Coignec หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Airbus กล่าวว่า Airbus ยินดีต้อนรับมหาวิทยาลัยพันธมิตรเข้าสู่เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมการบินระดับโลก

 

#ระจอมเกล้าเจ้าฯลาดกระบัง 


วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

The Future of Human Potentialวิสัยทัศน์ใหม่DPU

 DPU เปิดแนวคิด ทิศทางแบรนด์ใหม่ ตั้งศูนย์พัฒนาศักยภาพ-อาชีพ เป็นกลไกการเรียนรู้ด้าน Human Potential ตลอดเส้นทางการศึกษารับโลกอนาคตที่ AI เปลี่ยนเกมแรงงาน

 


มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดตัวแนวคิด ทิศทางแบรนด์ใหม่


The Future of Human Potential เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(DPU) เปิดเผยว่า Human Potential ไม่ใช่นามธรรม       แต่เป็นโจทย์เชิงระบบที่ต้องทำให้จับต้องได้ ด้วยกระบวนการเรียนรู้เชื่อมโยงจิตวิทยา สมรรถนะการทำงาน ประสบการณ์จริง โดยเฉพาะในบริบทที่ AI กำลังเป็นเครื่องมือของคนที่มีศักยภาพ



“เชื่อว่าอนาคตไม่ใช่การแข่งขันระหว่างคนกับ AI แต่คือการแข่งขันระหว่างคนที่ใช้ AI เป็น กับคนที่ยังไม่รู้จักศักยภาพของตัวเอง มหาวิทยาลัยจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าสอนวิชา ต้องช่วยให้นักศึกษาค้นพบ ปลดปล่อย และพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว





มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้พัฒนา Potentialigence Center ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพ ทำหน้าที่เป็นกลไกการเรียนรู้ด้าน Human Potential ตลอดเส้นทางการศึกษา โดยการใช้ศาสตร์ด้านจิตวิทยาการพัฒนาศักยภาพกับการพัฒนาสมรรถนะ ที่จำเป็นต่อการเติบโตในสายอาชีพจริง โครงสร้างการพัฒนาศักยภาพของ DPUจะเป็นเส้นทางต่อเนื่องตลอด 3 ปีการศึกษา ตั้งแต่การค้นพบตัวเอง การปลดปล่อยศักยภาพ การเร่งศักยภาพสู่การเติบโตในอาชีพ  เพื่อให้นักศึกษาไม่เพียงเรียนจบ แต่เติบโตพร้อมใช้งานจริง พัฒนาศักยภาพตัวเองได้อย่างไม่มีข้อจำกัด เครื่องมือสำคัญคือ ระบบ DPU Passport เพื่อพัฒนาศักยภาพรายบุคคล นักศึกษาจะประเมินสมรรถนะ ทำความเข้าใจศักยภาพของตนเอง จากนั้นเลือกกิจกรรมหรือ “Quest” ที่สอดคล้องกับความสนใจและเป้าหมาย เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ สะสมประสบการณ์ คะแนน สร้างโปรไฟล์ศักยภาพที่นำไปใช้ต่อยอดสมัครงานเมื่อสำเร็จการศึกษา

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัย มีรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น รองรับผู้เรียนที่มีสไตล์แตกต่างกัน ทั้งการเรียนรู้ด้วยตนเอง เวิร์กชอปเชิงปฏิบัติ กิจกรรมแบบ On-site ใช้เครื่องมือเชิงเกมและประสบการณ์เชิงโต้ตอบ บทเรียนออนไลน์ เปิดโอกาสให้นักศึกษาพัฒนาศักยภาพในแบบที่เหมาะสมกับตนเอง



          ภายในงานเปิดวิสัยทัศน์The Future of Human Potential มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยังได้จัดพิธีมอบ Human Potential Development Award ให้แก่ 58 องค์กรพันธมิตร จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเชิดชูองค์กรที่ให้ความเชื่อมั่นในแนวทางการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ของมหาวิทยาลัย และร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้จากโลกการทำงานจริงให้แก่นักศึกษา

 

 

# Future of Human Potential  #การแข่งขันระหว่างคนกับ AI #การศึกษา

 


วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สวทช.-ธกส.-กรมหม่อนไหมอัดนวัตกรรมสินเชื่อชูไหมไทย

 สวทช.-ธกส.-กรมหม่อนไหมอัดนวัตกรรมสินเชื่อชูไหมไทย

 

สวทช. ผนึกกรมหม่อนไหม และ ธ.ก.ส. ชูนวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสู่มาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน

 




สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ร่วมกับ กรมหม่อนไหม (มม.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมในการพัฒนาสิ่งทอ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สำนักงานใหญ่ บางเขน กรุงเทพฯ



นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้กรมหม่อนไหมจะเป็นผู้ชี้เป้าหมาย สวทช. นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม ธ.ก.ส. เป็นแรงขับเคลื่อนเงินทุนและโอกาสเพื่อให้เกษตรกรนำนวัตกรรมไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์ เปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตวัตถุดิบสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมที่ยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิใจในเวทีโลก

นายศรัญญูกล่าวอีกว่า กรมหม่อนไหมมุ่งรักษามรดกทางวัฒนธรรมควบคู่กับการยกระดับรายได้เกษตรกรด้วยการวิจัยและพัฒนา ปัจจุบันขยายผลหลายมิติ อาทิ การพัฒนาพันธุ์หม่อนไหมให้ทนต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัยเส้นไหมคุณสมบัติพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ เพื่อให้ผ้าไหมไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและเติบโตอย่างยั่งยืนความร่วมมือกับ สวทช. และ ธ.ก.ส. คือการสร้างอนาคตให้กับอุตสาหกรรมหม่อนไหมไทยอย่างแท้จริง




ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผอ. สวทช. กล่าวว่าชความร่วมมือนี้เป็นการขยายผลสำเร็จของสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ และศรีสะเกษ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมทอมือที่มีภูมิปัญญาและลวดลายเอกลักษณ์ แต่ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูง คุณภาพไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สวทช. จึงบูรณาการกับพันธมิตร สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ และธ.ก.ส. นำนวัตกรรมเข้าแก้ปัญหาตลอดห่วงโซ่การผลิต สอดคล้องภารกิจสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้กลยุทธ์ S&T Implementation for Sustainable Thailand นำงานวิจัยไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย



สวทช. นำเทคโนโลยีสิ่งทอพร้อมใช้ ไปถ่ายทอดให้ชุมชน ตั้งแต่โรงเลี้ยงหนอนไหมวัยอ่อน เอนไซม์ลอกกาวไหม การสกัดและการย้อมสีธรรมชาติ การพัฒนาลวดลายอัตลักษณ์ชุมชุน นาโนเทคโนโลยีสำหรับเคลือบเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งช่วยให้ผ้าไหมทอมือมีคุณภาพมาตรฐาน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สร้างรายได้ที่ยั่งยืน การลงนามครั้งนี้เป็นการขยายผลการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยในวงกว้าง” ดร.สมบุญกล่าว




นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ ธ.ก.ส. สนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ในฐานะ Change Agent ขับเคลื่อนห่วงโซ่หม่อนไหมไทยให้ทันสมัย สนับสนุนองค์ความรู้และกลไกทางการเงินอย่างครบวงจร โดยสนับสนุนสินเชื่อปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้นำนวัตกรรมไปใช้ได้จริง ช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ขยายช่องทางตลาดผ่านแพลตฟอร์มของธนาคาร เช่น A Product และ BAAC Matching โดยจะเริ่มนำร่องในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และ จ.น่าน เพื่อให้เยาวชนและเกษตรกรสืบทอดอาชีพหม่อนไหมได้อย่างยั่งยืน มีมาตรฐานในเวทีการค้าโลก

ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านสิ่งทอ การนำเสนอต้นแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบแฟชั่นโชว์ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้รับการยกระดับด้วยวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ( วทน.)

 

#นวัตกรรมสิ่งทอไทย